มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ 02 248 3737
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์
Consumer Thai Facebook page

< กลับไปหน้ารวมข่าว

มาตรฐานความปลอดภัยรถโรงเรียนไทย-เทศ เหมือน&ต่าง ?

เขียนโดย: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

เขียนเมื่อ: 21-06-2024 14:43

หมวดหมู่: บริการขนส่งและยานพาหนะ

ภาพประกอบข่าว

มาตรฐานความปลอดภัยรถโรงเรียนไทย-เทศ เหมือน&ต่าง ?

45,000 คัน = ผิดกฎหมาย // กับ 3,342 คัน ถูกกฎหมาย

นี่คือตัวเลขที่นำมาเทียบกันให้เห็นชัดๆของรถรับ-ส่งนักเรียนกว่า 45,000 คัน ที่ไม่มีใบอนุญาตอยู่ทั่วประเทศไทย สะท้อนถึงความไม่ปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน เพราะมีเพียง 3,342 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ กรมการขนส่งทางบก ประมาณการ

45,000 คัน = ผิดกฎหมายของรถรับ-ส่งนักเรียน มันส่งผลต่อการกำกับมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงเป็นปัจจัยเสริมพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ใช้รถผิดประเภท หลีกเลี่ยงการจัดทำประกันภัย ประมาทเลินเล่อ ดัดแปลงสภาพรถ เพื่อให้รับ-ส่งนักเรียนได้มากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน นี่เองที่เป็นตัวสะท้อนมาตรฐานความปลอดภัยของพาหนะในการเดินทางของเด็กๆ จากบ้านไปโรงเรียน และ จากโรงเรียนเพื่อกลับมาบ้าน มันช่างมีน้อยจนน่าตกใจ!

ปัญหาของรถรับส่งนักเรียนในปัจจุบัน นั่นก็คือ มีการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้รับส่งนักเรียน โดยไม่มีการปรับปรุงสภาพรถให้เหมาะสมและปลอดภัย รวมถึงมีการแก้ไขดัดแปลงสภาพตัวรถที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรง

คุณครูลืมเด็กไว้บนรถรับส่งนักเรียนจนทำให้เด็กเสียชีวิต ซึ่งการลืมเด็กไว้บนรถ โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียนไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่บ่อยครั้งในข่าว และหลายๆ ครั้งสาเหตุของการลืมเด็กทิ้งไว้บนรถเกิดจากการไม่ได้นับจำนวนเด็กที่ขึ้น - ลงรถ รวมทั้งไม่ได้ตรวจเช็กก่อนลงจากรถว่ายังมีเด็กอยู่บนรถหรือไม่

“อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั้นสะท้อนปัญหาที่เกิดจากการใช้รถรับส่งนักเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน ระบบการจัดการ และการกำกับที่ขาดประสิทธิภาพ รวมถึงนโยบายการศึกษาที่ทำให้นักเรียนต้องเดินทางไกลขึ้น ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งเสริมความเสี่ยงของนักเรียนจากรถรับส่งนักเรียนที่ไม่ปลอดภัย”

มีคำถามว่า "รถรับส่งนักเรียนไทย ปลอดภัยแล้วหรือยัง ? เอางี้ เพื่อให้เห็นภาพชัดจะเปรียบเทียบให้เห็นกับต่างประเทศ

เพจเฟซบุ๊ก แม่บ้านไต้หวัน https://www.facebook.com/maebaanTaiwanof2sons/posts/391570477986667?ref=embed_post

ได้เคยแบ่งปันรูปภาพ รถโรงเรียนอนุบาลไต้หวัน ที่นอกจากตัวรถจะถูกออกแบบมาอย่างปลอดภัย และมีครูคอยอยู่ดูแลตลอดการเดินทางแล้ว ยังมีการมีอบรมให้ความรู้กับเด็กๆ เรื่องการเอาตัวรอดในกรณีรถตู้มีปัญหาด้วย โดยทางเพจระบุข้อความว่า " โรงเรียนอนุบาลในไต้หวันมีรถรับส่งนักเรียนหน้าตาแบบนี้จ้า.... เพื่อความปลอดภัย และมองเห็นได้ชัดเจน รถรับส่งเป็นรถตู้คันสีเหลืองคาดเส้นแดงข้างตัวรถ หลังคาสีเขียว มีชื่อโรงเรียนชัดเจนรถสามารถบรรทุกนักเรียนอนุบาลเต็มที่ได้ 16 คน และผู้ใหญ่ 3 คน ในรถต้องมีครูคุมเด็กอยู่ในรถด้วยอย่างน้อย 1 คนค่ะ มีประตูฉุกเฉินออกคือด้านหลัง บางคันนี่ทันสมัยมาก...มีบันไดไฟฟ้าพับเก็บอัตโนมัติสะดวกเวลาลงรถ-ขึ้นรถ และมีระบบเตือนถ้ารถไม่ล็อค รถก็จะสตาร์ทไม่ติดด้วยนะเออ เราเห็นรถตู้รับส่งน่าจะวิ่งระยะใกล้ๆในรัศมีไม่เกิน 20 กิโลเมตรนะ เด็กนักเรียนที่ต้องนั่งรถตู้รับส่งบางที่มีอบรมให้ความรู้การเอาตัวรอดในกรณีรถตู้มีปัญหาด้วยนะ

นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา : เมื่อรถโรงเรียนหยุด รถยนต์อื่นๆทุกชนิดต้องหยุดทั้งหมดทุกเลน จริงหรือไม่? จริง เน้นว่าต้องหยุดนะ ไม่ใช่เเค่ชะลอ** อีกอย่างคือ ในโซนที่ใกล้กับโรงเรียน เค้าจะมีไฟกระพริบ 30 นาทีก่อนเวลาเรียนเริ่ม รถที่ขับผ่านบริเวณโรงเรียน ต้องขับช้ากว่าปกติ ในเมืองที่ดิฉันอยู่ จะต้องขับ 20 ไมล์ต่อชั่วโมง ความเร็วปกติจะมากกว่า 20 ไมล์ต่อชั่วโมงค่ะ มีกฏหมายมานานแล้ว รถโรงเรียนที่นั่นเวลาจอดให้เด็กลง จะมีป้าย stop ขึ้นมาเลย ใครฝ่าฝืนจับปรับหนัก ที่นั่นเค้าคุ้มครองเด็กดีมาก ถือว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ กฎหมายเขาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะประชาชนเขาปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมานาน

ถ้าเป็นประเทศไทยล่ะไม่มีทางหยุดเด็ดขาด คนไทยนี่ได้จับพวงมาลัยแล้วเหมือนผีเข้า แถมขับกันเหมือนไม่มองถนนอีกต่างหาก คุณภาพการใช้กฎหมายจราจร การลงโทษมันต่างกัน ระเบียบวินัยก็เลยต่างกันเห็นได้ชัด ที่ผ่านมารถรับส่งนักเรียนไทยเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง สาเหตุมาจากการขับขี่รถของพนักงานขับรถที่ขับด้วยความเร็ว ประมาท น่าหวาดเสียว และสภาพตัวรถที่มีการดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต สภาพของรถไม่มั่นคงแข็งแรง อุปกรณ์ส่วนควบไม่ครบถ้วนถูกต้อง และการบรรทุกนักเรียนเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด เป็นจุดเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุที่นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

อีกความเห็น ...ที่อเมริกา โรงเรียนรัฐบาลคือเข้าเรียนตามเขตที่พักอาศัย เรียนใกล้บ้าน เค้าถึงจัดรถนักเรียนรับส่งได้ ถ้าอยากเรียนเขตอื่น คือต้องรับส่งลูกเอง อย่างเขตที่เราอยู่ จะมี ไฮสคูล 2 โรงเรียนมัธยม 2 โรงเรียน ประถมน่าจะ 6-7 โรงเรียน รถบัสคันนึง ก็จะวิ่ง 4 รอบได้ เช้าสุดคือไฮสคูล ลูกเราอยู่มัธยม(secondary school) รถมารับ 7.30 คนเล็กอยู่ประถม รถมารับ 8.20 ละจะมีอีกรอบ ของเด็กเล็ก ซึ่งแต่ละเส้นทางวิ่งไกลสุดไม่น่าเกิน 15 นาที จากโรงเรียน รถจะจอดตามจุดต่างๆ ซึ่งจะมีรายละเอียดบอกก่อนเปิดเทอม ว่ารถเบอร์อะไร จอดตรงไหน มารับ-ส่งกี่โมง ปกติจะมีแอปฯ ให้ดูด้วยว่ารถมาถึงไหนแล้ว สะดวกมาก แต่พอมีโควิดโรงเรียนเปิดๆ ปิดๆ เลยไม่ได้ใช้แอปฯ ละ ส่วนที่ไทยนี่ บ้านอยู่บางนา ลูกเรียนสีลมงี้ หรือโรงเรียนรัฐบาลที่เข้าตามโควตาบ้านใกล้ ก็เอามาแต่ชื่อเข้าทะเบียนบ้าน ตัวอยู่อีกที่ก็มี จะลงทุนมีรถโรงเรียนคันใหญ่ๆไม่น่าจะคุ้ม จะจัดเส้นทางยังไง

โครงการพัฒนาชุดความรู้และจัดทำข้อเสนอนโยบายเรื่องรถรับส่งนักเรียนและรถเมล์โดยสารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในระบบบริการขนส่งสาธารณะ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมกันศึกษาวิจัยเชิงสำรวจเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ระบบบริการถรับ-ส่งนักเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ ประโยชน์ในการจัดการ การเดินทางไป-กลับ ระหว่างบ้าน-โรงเรียน ผู้ปกครองนักเรียน กลุ่มความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการจุดรับส่งนักเรียน เช่น อยากให้มีไฟกระพริบหน้าโรงเรียนหรือมีสัญญลักษณ์ให้โดดเด่นมากกว่านี้ ให้มีทางรถจักรยานและรถมอเตอร์ไซค์วิ่งไม่ให้เกิดอันตรายต่อเด็ก อยากให้มีที่กลับรถตรงหน้าโรงเรียน เพื่อความสะดวก จัดการทางเท้า อยากให้มีที่จอดรถจักรยานในโรงเรียน เด็กจะได้ขี่ไปโรงเรียน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย อยากให้มีที่จอดรถรับส่งนักเรียนให้เหมาะสม อยากให้มีที่จอดรถสำหรับผู้ปกครอง ระหว่างรอเด็กเลิกเรียน อยากให้มีตำรวจ ช่วยอำนวยความสะดวกด้านจราจร คอยดูแลรถในจุดที่เสี่ยงอันตรายในทุกๆจุด เช่นทางโค้ง ทางแยก ทางกลับรถ

จากที่โครงการฯ ทำงานกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค พบว่า ยังมีปัญหาระบบบริการรถรับส่งนักเรียน ซึ่งกรุงเทพมหานครมีโรงเรียนในสังกัดมากกว่า 400 โรงเรียน แต่กลับไม่มีการจัดระบบบริการรถรับส่งนักเรียน ทำให้ผู้ปกครองต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง บางส่วนต้องแบกภาระหนี้สินในการซื้อรถมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้รับส่งบุตรหลานไปโรงเรียน บางกลุ่มต้องจ้างรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของบุตรหลาน จากข้อมูลของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าสถิติการเสียชีวิตของเด็กไทย อายุ 1-14 ปี เสียชีวิตจากการขนส่ง เฉลี่ยปีละ 764 ราย อัตราการเสียชีวิต 5 คน ต่อ 1 แสนคนต่อปี และยังคงมีสถิติต่อเนื่อง ซึ่งรถโรงเรียนที่ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นรถนอกระบบที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีการบริหารจัดการโดยเอกชน การควบคุมขาดประสิทธิภาพ และโรงเรียนไม่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ การจัดบริการรถรับส่งนักเรียน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่กรุงเทพมหานครต้องจัดให้กับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพฯ ซึ่งไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการเดินทางได้เท่านั้น แต่จะแก้ปัญหารถที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้เข้าสู่ระบบและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงขึ้นอีกด้วย เพื่อให้เยาวชนอนาคตของชาติไม่ต้องประสบอุบัติเหตุในการเดินทาง . อย่ามัวแต่ถอดบทเรียนเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไร ควรเร่งปรับเปลี่ยนรถรับส่งนักเรียน เพื่อความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียนมากยิ่งขึ้น คุณคิดว่ารถรับส่งนักเรียนประเทศไทยจะปรับสภาพได้มาตรฐานความปลอดภัยได้หรือไม่ ?


ปรึกษา ร้องเรียน
สอบถามเพิ่มเติม