มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายผู้บริโภคศึกษาดูงาน โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ฉายภาพความสำเร็จจากโรงเรียนต้นแบบสู่ศูนย์การเรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัยมากว่า 10 ปี
เขียนโดย: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
เขียนเมื่อ: 24-08-2024 18:38
หมวดหมู่: บริการขนส่งและยานพาหนะ
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายผู้บริโภคศึกษาดูงาน โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ฉายภาพความสำเร็จจากโรงเรียนต้นแบบสู่ศูนย์การเรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัยมากว่า 10 ปี ยั่งยื่นพัฒนาต่อเนื่องจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน
วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2567 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในโครงการพัฒนาชุดความรู้และจัดทำข้อเสนอนโยบายเรื่องรถรับส่งนักเรียนและรถเมล์โดยสารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในระบบบริการขนส่งสาธารณะ โดยศึกษาดูงาน ณ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวเปิดงานว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคทำงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคกว่า 8 ด้าน ด้านการคุ้มครองให้ประชาชนมีระบบโดยสารสาธารณะที่ปลอดภัยได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 มูลนิธิฯ เป็นตัวกลางในการประสานงาน เรียกร้องให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครอง เยียวยา จนปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานอย่างแข็งขันแล้ว “โครงการฯ นี้เกิดขึ้นเพราะเราตระหนักถึงความสำคัญของการมีรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น ท่ามกลางอัตราการเกิดที่น้อยลง แต่เรายังได้เห็นว่ารถรับส่งนักเรียนยังเกิดอุบัติหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การสูญเสียเด็กและเยาวชนในทุกที่ ประเทศชาติจึงกำลังสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญมากๆ เราจึงดำเนินโครงการนี้เพื่อให้บุตรหลานมีคุณภาพชีวิตที่ดี เดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย โดยการจัดการรถโรงเรียนให้มีความปลอดภัยมีความเกี่ยวข้องกับหลากหลายมิติตามบริบทของแต่ละโรงเรียนแต่ไม่ใช่แค่เรื่องของรถ ยังครอบคลุมถึงการจัดการเรื่อง พื้นที่หน้าโรงเรียน การอบรมและพัฒนาคนที่เกี่ยวข้องและในเรื่องอื่นๆ เราจึงต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้กันเพื่อสร้างพัฒนาระบบคุณภาพรถโรงเรียนที่ปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องเกิดแรงบันดาลใจว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ โดยโครงการฯ ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและสภาองค์กรของผู้บริโภค”
อาจารย์มานิตย์ แถบทอง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย และคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย กล่าวว่า รถรับส่งปลอดภัยของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เริ่มเมื่อเครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เข้ามาประสานงาน ขณะนั้นโรงเรียนมีรถรับส่งนักเรียนมากกว่า 100 คันและยังไม่มีการจัดระเบียบใดๆ โรงเรียนเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนจึงเข้าร่วมด้วย
“การดำเนินการให้เกิดขึ้นได้ สำนักงานขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้โรงเรียนรับรองว่ารถแต่ละคันที่จะเข้าระบบเป็นรถรับส่งนักเรียนของโรงเรียนจริงและเรายังประสานพูดคุยกับตำรวจ หลังจากนั้นจึงมีการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นระยะกว่า 2 ปี หลังจากนั้นเรามีการตั้งกลุ่มไลน์ เพื่อพูดคุย ปรึกษาหารือ ผู้ปกครองสามารถสอบถามการดำเนินการเรื่องรถโรงเรียนในกลุ่มไลน์ได้เลย ทุกฝ่ายสามารถสื่อสารถึงกันได้หมด”
“การทำงานเรายังได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนที่ทำได้ดี ทำมาก่อนเราทั้งที่จังหวัดสุพรรณบุรี สิงห์บุรี เมื่อเริ่มต้นขึ้นแล้วแม้ปัจจุบันผมได้เกษียณจากตำแหน่งผู้อำนวยการไปแล้วแต่การวางโครงสร้าง และมีคณะทำงานที่ชัดเจนทำให้โครงการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยบรรจุเป็นแผนงาน อยู่ในโครงสร้างการบริหารของโรงเรียน มีการพัฒนา ติดตามผล จัดอบรมพนักงานรับส่งนักเรียนทุกเทอม มีความยั่งยืน”
ชลดา บุญเกษม ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกรรมการนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวเปิดมุมมองการทำงานของเครือข่ายกับการขับเคลื่อนผลักดันนโยบายระบบรถโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่าได้เริ่มเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยที่โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมาตั้งแต่ปี 2558 โดยเริ่มต้นได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ขณะนั้นภายหลังการปฎิวัติยึดอำนาจในปี 2557 สำนักงานขนส่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงมีแนวทางให้ปรับปรุงและให้นำรถรับส่งนักเรียนเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2558
“จุดเริ่มต้นแม้ไม่ได้ริเริ่มจากภายในโรงเรียน แต่การทำงานเราได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล สภาพปัญหา ความต้องการจริงๆ ของโรงเรียน นักเรียนและผู้ปกครอง ในระหว่างนี้เราก็เจออุปสรรค มีหน่วยงานที่ตอนแรกเขาก็ไม่เอาด้วยแต่การประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยต่างมีบทบาทสำคัญสุดท้ายทุกฝ่ายก็เห็นประโยชน์ร่วมกัน ต่างตระหนักถึงความสำคัญว่ารถรับส่งนักเรียนจะต้องปลอดภัยจึงเกิดความร่วมมือที่ดีอย่างมาก เรามีคณะทำงานคุ้มครองสิทธิที่ชัดเจนที่ประกอบด้วยตัวแทนจาก สำนักงานขนส่งจังหวัด โรงเรียน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้ปกครอง เราได้พาโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีและนับแต่นั้นโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยก็กลับมาดำเนินการเป็นโรงเรียนนำร่องรถโรงเรียนปลอดภัยในประเภทโรงเรียนขนาดใหญ่ ระยะแรกเราช่วยโรงเรียนพัฒนากรอบเกณฑ์ต่างๆ แต่ปัจจุบันโรงเรียนดำเนินการเองทั้งหมดมานานแล้ว โรงเรียนมีการอบรมพนักงานขับรถรับส่งทุกเทอม”
“เราเริ่มทำงานด้วยความอยากรู้ว่าโรงเรียนขนาดเล็ก -กลาง- ใหญ่ เขามีการจัดการรถรับส่งนักเรียนให้ปลอดภัยอย่างไร การริเริ่มให้เกิดขึ้นอาจไม่ยากแต่การส่งต่อการตระหนักถึงความสำคัญ การรักษามาตรฐานและพัฒนาอยู่ตลอดเราจะทำอย่างไรให้พนักงานขับรถทุกคนตระหนัก เขาอบรมแล้ว เขาก็ยังต้องอบรมอีก ทำอย่างไรเขาจะตระหนักถึงการทำประกันรถยนต์อยู่เสมอซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก เป็นเรื่องของความยั่งยืนที่ในกระบวนการทำงานเราจะต้องตระหนักถึงในส่วนนี้ด้วย เรามองว่าการทำงานของจังหวัดอยุธยาได้เดินทางไปถึงจุดนั้น สำนักงานขนส่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยานำงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) หรือกองทุนเลขสวยมาอบรมพนักงานขับรถรับส่งนักเรียนครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 16 อำเภอ จำนวน 5 รุ่น ปัจจุบันผู้ผ่านการอบรมทั้ง 5 รุ่นทำหน้าที่เสมือนโค้ช อบรมให้ทักษะความรู้แก่พนักงานรับส่งรุ่นต่อๆ ไปเป็นเครือข่ายการทำงานจนก่อตั้งเป็น ‘ชมรมรถรับส่งนักเรียน’ จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่งบประมาณของกองทุน กปถ.นำมาใช้อบรมเพื่อพัฒนาระบบรถส่งนักเรียนที่ปลอดภัยร่วมกันปัจจุบันโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยไม่เพียงเป็นโรงเรียนต้นแบบแต่ได้พัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ไปแล้ว”
อาจารย์พัฒนพงศ์ มีสมยุทธ์ หัวหน้างานรถรับ-ส่งนักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวทางระบบบริหารจัดการรถรับส่งนักเรียนที่เขาได้เข้ามาดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 โดยทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานภายใต้ชื่อ ภาคีเครือข่ายเพื่อการจัดการรถรับ -ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย A.Y.W. Partnership Model
“ผมไม่คิดว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่หลายหน่วยงานเข้ามาศึกษาดูงานที่โรงเรียนของเรา เราทำมาจนปัจจุบันในปี 2567 มีรถมาลงทะเบียนกับโรงเรียนทั้งสิ้น 92 คันแล้ว หัวใจสำคัญคือเราบรรจุงานรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยไว้ในฝ่ายกิจกรรมนักเรียน แม้ถ้าเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการไม่อยู่งานก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เรามีการก่อตั้งชมรมรถรับส่งนักเรียน โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เรามีการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ ให้ความรู้กันอยู่เสมอ มีการตั้งจุดประชาสัมพันธ์รถรับส่งนักเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองได้สอบถามข้อมูลเมื่อพาบุตรหลานมาสมัครเรียน มีระบบการจัดทำบัตรประจำตัวพนักงานรับส่ง เพื่อเป็นช่องทางในการร้องเรียนได้ เรามีการตรวจคุณสมบัติพนักงานรับส่ง ตรวจสอบคุณภาพรถรับส่งอยู่เสมอเพื่อให้หนังสือรับรองการรับส่งนักเรียน เมื่อเราตรวจสอบแล้ว เรามั่นใจว่าพนักงานขับรถรับส่งนักเรียนของโรงเรียนไม่มีปัญหาแน่นอน เราจึงทำบัตรประจำตัวให้แต่ถ้าวันหนึ่งมีปัญหา ผมรับรองว่าจะไม่ได้อีกแน่นอน”
“ปัจจุบันระบบการจัดการข้อมูลโรงเรียนได้พัฒนาจากบันทึกเป็นเอกสารมาเป็นการบันทึกข้อมูลลงเว็บไซต์เพื่อเป็นฐานข้อมูลการให้บริการ โดยผู้ประกอบการสามารถขอใบรับรองและออกใบรับรองในระบบได้เลย นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบเส้นทาง จุดจอดรถ ข้อมูลรถและสามารถร้องเรียนเพื่อนำไปปรับปรุงได้และเรามีความหวังว่าไม่ไกลต่อจากนี้เราจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยของทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ต่อไป”
นางพนิตา ทุมพงษ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานเขตลาดกระบังกล่าวว่า “ได้มาศึกษาเรียนรู้วันนี้แล้วแม้การจัดการในพื้นที่ต่างจังหวัดจะแตกต่างจากในกรุงเทพมหานครมาก แต่เราอยากให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเข้าไปเสนอเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยต่อผู้ว่ากรุงเทพมหานครเพราะท่านก็เห็นความสำคัญอยู่แล้ว กทม.มีการแจกหมวกกันน็อคให้นักเรียนเพื่อการเดินทางไป-กลับโรงเรียนที่ปลอดภัย ส่วนของเทศกิจเราก็มีการอบรม เรื่องความปลอดภัยในทางเท้าแต่อาจจะยังไม่ชัดเจนเจาะจงเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย เราเสนอให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเข้าไปยื่นหนังสือฯ เพื่อให้เกิดนโยบายที่ชัดเจนและเราพร้อมเข้าร่วมเพราะเห็นความสำคัญอยู่แล้ว”
กิจกรรมศึกษาดูงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม กว่า 70 คน ประกอบด้วยตัวแทน ครู โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายในกรุงเทพ เครือข่ายเพจรถเมล์ไทย Rotmaethai เครือข่ายศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จังหวัดพระนครศรีอยุธยานักวิชาการทีมวิจัย / ทีมประเมิน เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค หน่วยประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์จากโรงเรียนในกรุงเทพมหานครได้รับแรงบันดาลใจและอยากให้กรุงเทพมหานครมีระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยทัดเทียมกับต่างจังหวัดในหลายๆ พื้นที่ที่ได้เกิดขึ้นและกำลังขยายผลอย่างต่อเนื่อง
