มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ 02 248 3737
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์
Consumer Thai Facebook page

< กลับไปหน้ารวมข่าว

องค์กรผู้บริโภค ส่งเสียงย้ำเตือนภาครัฐฯ อย่าทำให้หลักการปกป้องผู้บริโภคเสียหาย

เขียนโดย: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

เขียนเมื่อ: 01-11-2024 15:58

หมวดหมู่: อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ภาพประกอบข่าว

องค์กรผู้บริโภค ส่งเสียงย้ำเตือนภาครัฐฯ อย่าทำให้หลักการปกป้องผู้บริโภคเสียหาย เรียกร้องขับเคลื่อนกฎหมายนำเข้าผัก-ผลไม้ ต้องมีฉลากอ้างอิงประเทศแหล่งที่มาและสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการเพาะปลูกและผลิต

จากกระแสร้อนแรงผลตรวจสอบ องุ่นไชมัส แคท ที่ส่งเข้าห้องแลปเจอสารพิษตกค้างถึง 50 ชนิด ใน 24 ตัวอย่างสินค้า ตกค้างเกินมาตรฐาน 23 ตัวอย่าง สารบางตัวซึมลึกถึงเนื้อเยื่อองุ่น ที่สำคัญใน 1 ตัวอย่าง พบเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช "คลอร์ไพริฟอส" (Chloryrifos) เป็นสารเคมีที่ตกค้างยาวนาน เพราะมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กและทารก จึงเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งถูกแบนห้ามใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งผลที่ออกมาชัดเจนขนาดนี้ มาจากการที่นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai -PAN) ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 โดยชี้ว่าสารพิษตกค้างในองุ่นไชมัส แคท ถูกสุ่มซื้อจาก 15 แหล่งจำหน่ายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้งจาก ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ และ ออนไลน์ แต่ระบุได้เพียง 9 ตัวอย่างมาจากประเทศจีน แต่อีก 15 ตัวอย่าง ไม่สามารถระบุแหล่งที่มา

อย่างไรก็ตาม หลังจากองค์กรภาคประชาสังคม ได้ออกมาทำหน้าที่ช่วยเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อเป็นตัวแทนผู้บริโภคที่กังวลถึงความไม่ปลอดภัย แต่ภาครัฐที่กำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร กลับบิดเบือนประเด็น ให้ความเห็นสวนทางกับการกำหนดมาตรฐานที่ต้องอยู่บนหลัก “ป้องกัน” ไว้ก่อน จนสร้างความสับสน ทั้งที่อำนาจหน้าที่พึงกระทำ นั่นคือ ต้องหามาตรการจัดการความเสี่ยง ทั้งการตรวจตั้งแต่ประเทศต้นทาง กระบวนการกักกันและเรียกคืน การแสดงฉลากให้ชัดเจน ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาการตรวจวิเคราะห์ ณ ด่านอาหารและยาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเมื่อมีการตรวจเจอสารเคมีตกค้างในผักผลไม้นำเข้า จำเป็นต้องมีการประกาศผลวิเคราะห์ต่อสาธารณชน

วันนี้ ( 1 พฤศจิกายน 2567 ) นางสาว ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai -PAN) บอกว่า การแสดงฉลากของผักผลไม้นำเข้าที่มีรายละเอียดของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการปลูกและผลิต เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทั่วโลกเรียกร้อง เพราะเป็นสิทธิที่ต้องได้รู้ ( RIGHT TO KNOW ) ทั้งเรื่องความปลอดภัย เช่น การใช้สารเคมี ที่สำคัญอีกอย่างคือแหล่งที่มาของผักผลไม้ เพื่อตรวจสอบย้อนกลับหากเกิดปัญหา ขอยืนยัน ไทยแพน ไม่เคยพูดในประเด็นที่ว่า ผักผลไม้ต้องไม่มีสารพิษตกค้าง แต่ที่ย้ำและพูดมาตลอดนั่นคือ การเจอสารพิษเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอีกทั้งการที่กฎหมายของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. กำหนดไว้ 3 ระดับ

1.สารเคมีถูกยกเลิกใช้ต้องห้ามพบ

2. สารที่อนุญาตให้ใช้ซึ่งมีค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด หรือ MRLs ( เอ็มอาร์แอล) ( Maximum Residue Limits )

แต่หากไม่มีค่า MRLs ให้ใช้ โคเด็กซ์ CODEX ซึ่งเป็นปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ กำหนดโดย คณะกรรมาธิการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission) หรือโค เด็กซ์ (Codex)จากความร่วมมือของ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( FAO หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations) และองค์การอนามัยโลก (WHO หรือ World Health Organization)

3.หากไม่มี CODEXให้กลับมาใช้ ค่าดีฟอลต์ลิมิต (Default Limit) หรือไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมสารพิษตกค้างต่อกิโลกรัมอาหาร ยกเว้นจะมีประกาศกำหนดค่าดีฟอลต์ลิมิตเป็นค่าอื่น

ซึ่งเบื้องหลังกฎหมายที่กำหนดค่าดีฟอลต์ กรณีที่มีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอจะยึดหลักการสำคัญ นั่นคือ "ป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) " เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่ใช้หลักการนี้และกำหนดค่าดีฟอลต์ 0.01 มก./กก. แต่บางประเทศที่เข้มงวดอย่างมาก เช่น สหรัฐอเมริกา หากไม่มีกำหนดไว้ นั่นคือ "ห้ามพบ" สถานเดียว แต่ในทางกลับกัน การที่ไม่มีค่า MRLs ( เอ็มอาร์แอล ) อาจหมายถึงเป็นสารเคมีที่ยกเลิกการใช้ไปแล้ว เพราะความหมายที่แท้จริงของกรณีนี้ คือ ผลกระทบที่เกิดจากการตกค้างแม้เพียงเล็กน้อยก็เกินกว่าที่จะยอมรับได้ จึงต้องเพิกถอน MRLs ดังนั้นอย่ารีบด่วนสรุปว่าไม่มีค่า MRL แล้วจะปลอดภัย ในขณะที่ค่า CODEX ถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งแต่ละประเทศต้องไปทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภคเอง เนื่องจากปริมาณการบริโภคผักผลไม้ของประชากรมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการออกมาให้ข้อมูลว่าสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานนิดๆหน่อยๆนั้นปลอดภัย เป็นการทำลายหลักการปกป้องผู้บริโภค สิ่งที่สำคัญคือ หน่วยงานกำกับดูแลอาหารปลอดภัยต้องเร่งขับเคลื่อนระบบการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเร่งด่วน (Rapid Alert System) ซึ่งจะช่วยในการกำกับผักผลไม้ตั้งแต่ประเทศต้นทางจนถึงมือผู้บริโภค รวมถึงข้อกำหนดให้ผักผลไม้นำเข้าต้องมีฉลากอ้างอิงประเทศแหล่งที่มาและสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการเพาะปลูกและผลิต

ส่วนประเด็นที่มีผู้เสนอให้โอนย้ายการตรวจสอบผักผลไม้นำเข้าไปให้กระทรวงเกษตร ดำเนินการแทน อย. เรื่องนี้ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai -PAN) บอกว่า โดยพันธกิจของหน่วยงานตรวจสอบอาหารปลอดภัย ยังต้องเป็น อย. ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ควบคุมความปลอดภัยของอาหารทั้งหมด อีกทั้งมีกฎหมายกำกับอย่างชัดเจน แต่เห็นด้วยให้มีการแชร์ทรัพยากรกับกระทรวงเกษตร

ในส่วนของ อย.มีภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึง ดูแลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกกฏหมายที่ถือปฏิบัติ จึงประกาศพันธกิจขนานใหญ่ด้วยการยกระดับมาตรการตรวจสอบเฝ้าระวังการนำเข้าผักและผลไม้ ดีเดย์ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป มีรายละเอียดที่ให้สัมภาษณ์กับ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 โดย ดร.วัฒนศักดิ์ ศรรุ่ง ผู้อำนวยการกองด่านอาหารและยา บอกว่า ได้ยกระดับใน 3 มาตรการ ได้แก่

1.มาตรการตรวจสอบสารพิษในผักผลไม้อย่างเข้มแข็ง จากทั้งหมด52ด่าน ทั่วประเทศ โดยมี3จุดใหญ่ คือ สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ, แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี, และเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพราะฉะนั้นสินค้าทุกชนิดที่เสี่ยงสูง จะใช้มาตรการ "กัก -เก็บ -ตรวจ- ปล่อย" มาตรการนี้จะนำข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี2565 นำมาวิเคราะห์ เพื่อดูว่าแหล่งที่มาของผักผลไม้ ผู้ผลิต-ผู้นำเข้าเจ้าไหน ทำตกมาตรฐานบ่อยๆ ซ้ำๆ เรียกว่า " กลุ่มเสี่ยงสูง" เมื่อนำเข้ามาไทย ต้องกักไว้ก่อน เพื่อเก็บตัวอย่างตรวจ ถ้าปลอดภัยถึงอนุญาตปล่อยให้เข้าประเทศ เพราะฉะนั้นทุกชนิดที่เสี่ยงสูง จะใช้มาตรการ "กัก เก็บ ตรวจ ปล่อย " ที่สำคัญ ใน 3ด่านใหญ่ ได้ประสานห้องแลปเร่งตรวจสารพิษตกค้างภายใน1วัน ( จากเดิม3-5วัน )ให้แน่ใจว่าสินค้าความเสี่ยงสูง จะไม่หลุดรอดมาในไทยแน่นอน เรียกว่า “ วันด่าน -วันแลป – วันเดย์” หากสุ่มตรวจพบสารพิษตกค้างปรับ 1 แสนบาท ของแต่ละชนิดและแต่ละตัวอย่าง ของสินค้า ซึ่งกฏหมายแรงมาก บอกเลยว่า ดำเนินคดีทุกราย แต่หากถึงขั้นทำให้ผู้บริโภคเป็นอันตราย มีโทษอาญาต้องจำคุก

2. ประสาน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร และ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กำหนดวิธีเพิ่มมาตรการตรวจสอบ, วิธีการทดสอบของแลป เพื่อรับรองให้เป็นมาตรฐานเดียวกับทั่วโลก รวมถึง ใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น กรมวิชาการเกษตร ขณะนี้มีเครื่องมืออยู่ที่ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ส่วนด่านตรวจการขนส่งสินค้าทางรถไฟ จังหวัดหนองคาย อยู่ระหว่างการจัดซื้อ เมื่อเก็บตัวอย่างสินค้า ก็สามารถตรวจที่หน้าด่านได้ทันที เป็นการเพิ่มความรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายข้อนี้ จะมีการทำ MOU ร่วมกัน เพื่อยกระดับมาตรการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.มาตรการเชิงรุก คุยกับหลายประเทศคู่ค้า โดยจะขอเข้าไปสำรวจแหล่งผลิต หรือ "ล้ง" เพื่อขอดูมาตรฐานการจัดเก็บผัก - ผลไม้ จนถึง กระบวนการส่งออกเข้ามาที่ประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล พัฒนา ปรับปรุง เพื่อให้ผักผลไม้ที่ส่งเข้ามาในประเทศไทย มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ด้าน เภสัชกรหญิงสุภาวดี ธีระวัฒน์สกุล ผู้อำนวยการกองอาหาร บอกในวันที่แถลงข่าวผลการทดสอบเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ว่า หากเจอปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในสินค้าเกษตร (maximum residue limit for pesticide; MRL) โดนโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท แต่หากเจอสารเคมีวัตถุอันรายชนิดที่ 4 ที่ไทยแบนไปแล้ว นี่เจอหนักเลยนะ มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี และ มีโทษปรับตั้งแต่5พันบาทถึง 20,000 บาท และยิ่งหากตรวจสอบพบว่า เข้าข่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ คนกินแล้วเกิดอันตราย ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ นอกจาก มาตรการดำเนินคดี ยังมีมาตรการทางด้าน “คำสั่งทางปกครอง” ใช้บังคับทั้งกับผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และผู้ผลิตในประเทศไทย โดยหากตรวจที่ด่าน เจอผัก-ผลไม้มีสารพิษตกค้างถึง 3 ครั้ง หรือ เจอวัตถุอันตรายชนิดที่4ซึ่งเป็นสารที่ถูกแบนไปแล้ว โดยเจอ 2 ครั้งใน 1 ปี จะมีความผิด “คำสั่งทางปกครอง”ถูกพักใช้ใบอนุญาต 120 วัน ถือเป็นการยกระดับเข้มข้น ( แต่เดิมไม่มีมาตรการเหล่านี้) เพราะนอกจากถูกดำเนินคดี สินค้าก็นำเข้าไม่ได้ แถมยังต้องถูกดำเนินคดีทางปกครอง นี่ถือเป็นมาตรการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการบริโภคผัก-ผลไม้ นอกจากนี้ อย. ยังมีหน้าที่ดูแลโรงคัดบรรจุทั่วประเทศทุกจังหวัดในทุกภาค รวม 581 แห่ง และ กทม.มี 33 โรง จึงร่วมมือกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ไปตรวจให้ได้มาตรฐาน GMP ( Good Manufacturing Practice ) หมายถึง มาตรฐานในการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อควบคุมการผลิตอาหารด้วยข้อกำหนดต่าง ๆ ให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม เพื่อให้ได้อาหารที่มีมาตรฐานเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย โดยในส่วนของผัก-ผลไม้ จะเน้นไปที่กลุ่มเสี่ยง เช่น ประชาชน 100 คน มีประมาณ 50 คน บริโภคผักผลไม้ชนิดนี้ ซึ่งการกินแต่ละครั้งมีปริมาณเยอะ รวมถึงมีประวัติเคยพบสารตกค้าง จะนำข้อมูลเหล่านี้มากำหนดชนิดของผักผลไม้ โดยเก็บ 1,530 ตัวอย่างจากโรงคัดบรรจุทั่วประเทศส่งตรวจ เรียกได้ว่ายกระดับความปลอดภัยของประชาชน ฉะนั้น สรุปให้เลยว่า หากเจอสารพิษตกค้าง นอกใช้ “กฎหมายอาญา” ยังมี “คำสั่งทางปกครอง “บังคับใช้กับผู้ผลิตและผู้นำเข้าอีกด้วย


ปรึกษา ร้องเรียน
สอบถามเพิ่มเติม