มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ 02 248 3737
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์
Consumer Thai Facebook page

< กลับไปหน้ารวมข่าว

146 องค์กรภาคประชาชนร้องรัฐสภา- รัฐบาล ตรวจสอบ FTA ไทย-EU

เขียนโดย: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

เขียนเมื่อ: 18-09-2026 12:36

หมวดหมู่: อื่นๆ

ภาพประกอบข่าว

146 องค์กรภาคประชาชนร้องรัฐสภา- รัฐบาล ตรวจสอบ FTA ไทย-EU เสี่ยงทำลายเกษตรกรรม กระทบสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชนทุกมิติ ย้ำ !! หากเร่งปิดเจรจา ‘ประเทศไทยเสียเปรียบทันที’

วานนี้ (17 ก.ย. 69 ) 146 องค์กรภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมยื่นหนังสือต่อฝ่ายการเมืองและรัฐสภาทั้งต่อคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเรียกร้องให้ติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้ยึดประโยชน์สาธารณะและสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ ก่อนการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน–6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญและอาจนำไปสู่การปิดการเจรจา

การยื่นข้อเสนอวันนี้ประกอบด้วย 4 เรื่องคือ

1.เพื่อคุ้มครองสิทธิด้านยาและการสาธารณสุข : มีข้อเสนอให้ไทยไม่ยอมรับมาตรการทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลง TRIPS หรือ “TRIPS-plus” ทั้งการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) การผูกขาดทางการตลาด (Market Exclusivity) การขยายระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร หรือมาตรการอื่นที่ทำให้ยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดล่าช้าและทำให้การผูกขาดยานานขึ้นเพราะเสี่ยงทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศไทยสูงขึ้นจนกระทบทั้งผู้ป่วย ระบบหลักประกันสุขภาพ อุตสาหกรรมยาในประเทศ และความมั่นคงทางยา

2.เพื่อคุ้มครองการบริโภคแอลกอฮอล์ และเศรษฐกิจชุมชน :เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลเร่งลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ประชาชนในประเทศเข้าถึงและการบริโภคแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำลายผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตแอลกอฮอล์ชุมชนของประเทศ

3.เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเศรษฐกิจดิจิตัล : เรียกร้องให้ไทยไม่รับข้อผูกพันที่จำกัดความสามารถของรัฐในการออกหรือปรับปรุงกฎหมายในอนาคต ทั้งด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงทางไซเบอร์ การจัดเก็บภาษีดิจิทัล การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ ความปลอดภัยของสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม และการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะข้อผูกพันเกี่ยวกับการไหลข้ามพรมแดนของข้อมูลและข้อจำกัดต่อมาตรการจัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ

4.เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในประเทศและความมั่นคงทางอาหารของไทย : เรียกร้องให้ไทยผลักดันให้สหภาพยุโรปยุติการส่งออกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ถูกห้าม ยกเลิก หรือไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้ภายในสหภาพยุโรป และไม่ยอมรับข้อผูกพันที่ทำให้การนำเข้าสินค้าสารเคมีทางการเกษตร สินค้าที่ใช้แล้วหรือทำเสมือนใหม่ (remanufactured products) ขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุที่อาจมีสารอันตรายปนเปื้อนเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยง่าย ข้อเรียกร้องสำคัญที่สุดของภาคประชาชน คือ ประเทศไทยต้องไม่ยอมรับข้อผูกพันให้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 หรือ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) ฉบับปรับปรุงในปี ค.ศ. 1991 โดยไม่แก้ไขกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว และไม่ยอมรับข้อความในรูปแบบอื่นที่ให้ผลในทางปฏิบัติเทียบเท่ากับการปฏิบัติตาม UPOV 1991

ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวว่าแม้ยังไม่มีข้อความระบุให้ประเทศไทย เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 แต่ได้มีการขอให้มีการปรับแก้กฎหมายพันธ์พืชในประเทศให้เป็นไปตาม หรือสอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะส่งผลให้การปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2542 ซึ่งออกแบบให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืชกับสิทธิของเกษตรกร ชุมชน พันธุ์พืชพื้นเมือง และการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมอยู่แล้ว

“พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2542 มี 3 เสาหลักคือ เป็นการคุ้มครองสิทธินักปรุงพันธุ์ หากนักวิจัยปรับปรุงพันธุ์ใหม่ได้ เขามีสิทธิที่จะใช้ประโยขน์ สอง ให้สิทธิเกษตรกรในการเก็บผลผลิต หรือว่าใช้ส่วนขยายพันธุ์พืชที่ตนเองผลิต สามให้สิทธิชุมชนและคงอธิปไตยของรัฐเหนือในทรัพยากรพันธุกรรม หมายความว่าถ้านักวิจัยหรือนักปรับปรุงพันธ์ หยิบเอาพันธ์พืชป่า หรือของชุมชน ไปใช้ในการปรับปรุงจะต้องแจ้งแหล่งที่มาและแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าประเทศไทยแก้กฎหมายไปตามอนุสัญญาUPOV 1991 หลักการสองข้อคือการคุ้มครองสิทธิของเกษตรและสิทธิของชุมชนจะหายไป แต่จะไปเพิ่มสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ที่อาจเป็นใครก็ได้ และส่วนใหญ่เป็นบริษัทเอกชน และบริษัทข้ามชาติหากเขาสามารถเอาทรัพยากรของประเทศเราไปใช้ปรับปรุงพันธ์ เขาไม่จำเป็นต้องบอกแหล่งที่มาเพราะการแก้กฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญา UPOV 1991 จะต้องตัดข้อนี้ออก และไม่จำเป็นต้องแบ่งปันผลประโยชน์ หมายความว่าเขาจะหยิบฉวยอะไรของเราไปก็ได้ และภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 จะบังคับให้ประเทศต่างๆเปิดให้จดพันธุ์พืชใหม่ได้ทุกชนิดโดยไม่มีข้อยกเว้น ในกรณีประเทศไทย พันธุ์ข้าวเป็นสิ่งที่เรากังวล เพราะชาวนาที่เป็นเกษตรายย่อยเรามีเยอะมาก ครึ่งหนึ่งของพื้นที่เพาะปลูกของประเทศเราคือพื้นที่นาข้าว หากปล่อยให้มีการขึ้นทะเบียนและชาวนาซื้อพันธุ์ใปใช้ เขาจะไม่สามารถเก็บพันธุ์ข้าวไว้ได้ ”

“วันนี้อยากให้การเจรจาตัดเรื่องของอนุสัญญา UPOV 1991 ออก เราอยากยกตัวอย่างประเทศอินเดียที่ให้สิทธิกับเกษตรกร กว้างขวางอาจจะมากที่สุดในโลก แม้จะถูก EU บีบว่าให้แก้กฎใหม่เสียใหม่ตามแนวทางของอนุสัญญา UPOV แต่สุดท้ายประเทศอินเดีย ยืนหยัดที่จะใช้กฎหมายแบบเดิมและขอให้เป็นไปตามของกรอบการค้าของ WTO เขาใช้ปัญญาในการเจรจา เคารพสิทธิของเกษตร และคุณค่าความหลากหลายของทรัพยากรของประเทศตนเอง”

ยุพิน คะเสนา แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่าหากมีการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ให้เป็นไปตามอนุสัญญาUPOV 1991ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องราคาเมล็ดพันธุ์ แต่เกี่ยวข้องกับวิถีการเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ การคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาชุมชน ตลอดจนความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหารของประเทศ “วันนี้เกษตรกรทำทุกอย่างแต่กรมวิชาการเกษตรไม่เห็นผลประโยชน์ของประชาชนเลย เขาน่าจะคิดถึงว่าเรื่องอาหารคือสำคัญที่หนึ่งของประชาชน เราไม่เห็นด้วย จะอ้างว่าจะให้เราได้ใช้พันธุ์ดีๆ แต่พันธุ์ของเราที่มีมันทนต่อพื้นที่ ทนต่อแร้งดีอยู่แล้ว และไม่ต้องการให้ใครมาขโมยพันธุ์พืชเราด้วย”

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ภาคประชาชน ในฐานะตัวแทนองค์การภาคประชาชน 146 องค์กร กล่าวว่า “การสรุปความตกลงได้เร็วไม่ควรเป็นเป้าหมายที่สำคัญกว่าการได้ความตกลงที่ดีและเป็นธรรมต่อประชาชนไทย ประโยชน์จากการส่งออกหรือการลงทุนที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ไม่ควรนำมาแลกกับสิทธิของเกษตรกร ความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร การเข้าถึงยาจำเป็น สุขภาพของประชาชน ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค หรือพื้นที่เชิงนโยบายที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต”

ภาคประชาชนย้ำว่า การตัดสินใจในการเจรจาครั้งนี้จะผูกพันประเทศไทยและประชาชนไปอีกหลายสิบปี รัฐบาลจึง ไม่ควรเร่งปิดการเจรจา หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนในประเด็นสำคัญเหล่านี้ได้

พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อนุกรรมาธิการ(กมธ.)สิทธิมนุษยชน สิทธิ และเสรีภาพ และกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภา กล่าวว่า การยื่นหนังสือวันนี้ทำให้อนุกรรมาธิการได้รับทราบข้อห่วงกังวลของประชาชนและองค์กรกว่า 146 แห่งแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นที่ EU เรียกร้องให้ประเทศไทยปรับ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับ อนุสัญญา UPOV 1991 จากนี้อนุกรรมการฯ จะรวบรวมข้อห่วงกังวลทั้งหมดและทำหนังสือถึงกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้กรมได้ตอบข้อห่วงกังวลต่างๆ อย่างละเอียด และรวมถึงข้อเรียกร้องให้ กรมวิชาการเกษตรเร่งเปิดเผยร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชที่ได้เปิดให้รับฟังความคิดเห็นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ได้รับผลกระทบได้แสดงความคิดเห็นหากถูกกระทบ ริดรอนสิทธิอีกทั้งจะได้รวบรวมข้อมูลครั้งนี้รายงานของกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภาทำหนังสือถึงกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มเติมข้อมูลให้กับทีมเจรจาเพื่อให้วางท่าทีอย่างเหมาะสมในการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน–6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ตนี้

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ขอร่วมให้ประชาชนจับตาการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) รอบที่ 10 ครั้งนี้และขอเรียกร้องให้ให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ผู้บริโภค ผู้ป่วย นักวิชาการ องค์กรภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีความหมาย ก่อนที่รัฐบาลจะตกลงยอมรับข้อผูกพันสำคัญใดๆ

ที่สำคัญคือติดตามการชี้แจ้งข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรต่อการแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช และข้อห่วงกังวลทั้งหมดของประชาชนที่ได้ยื่นเสนอในวันนี้อย่างละเอียด ใกล้ชิดต่อไป!


ปรึกษา ร้องเรียน
สอบถามเพิ่มเติม