มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ 02 248 3737
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์
Consumer Thai Facebook page

< กลับไปหน้ารวมข่าว

‘สียังมีตะกั่ว’ทั้งที่มีมาตรฐานบังคับ!

เขียนโดย: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

เขียนเมื่อ: 30-07-2025 12:32

หมวดหมู่: สินค้าและบริการทั่วไป

ภาพประกอบข่าว

'สียังมีตะกั่ว'ทั้งที่มีมาตรฐานบังคับ! ยังพบจากการตรวจถึงร้อยละ 20 จี้ภาครัฐสร้างกลไกตรวจให้มาตรฐานบังคับไม่ไร้ประโยชน์ ย้ำตะกั่วเป็นสารอันตรายต่อสุขภาพ ทำลายสมองและเลือด ส่งผลต่อเด็กและคนทุกวัยในระยะยาว

มูลนิธิบูรณะนิเวศเผยผลการศึกษาสารตะกั่วในผลิตภัณฑ์สีที่จำหน่ายในประเทศไทย 55 ตัวอย่าง จาก 45 ยี่ห้อ ยังพบตัวอย่างกว่าร้อยละ 20 มีค่าสารตะกั่วสูงเกิน 100 ppm (มาตรฐานที่กำหนดตาม มอก.) ในจำนวนนี้ค่าตะกั่วสูงเข้มข้นตั้งแต่ 10,000 pp - 64,000 ppm จำนวนมาก วันนี้ (30 กรกฎาคม 2568) ที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มูลนิธิบูรณะนิเวศร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้จัดการแถลงข่าวเรื่อง “ในสียังมีตะกั่ว” ซึ่งเป็นการเปิดเผยถึงผลการศึกษาเพื่อตรวจสอบการใช้สารตะกั่วในผลิตภัณฑ์สีตกแต่งประเภทสีน้ำมัน ที่นิยมใช้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร รวมทั้งสีอุตสาหกรรม และสีสเปรย์บางยี่ห้อด้วย

การศึกษาวิเคราะห์ครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิบูรณะนิเวศและเครือข่ายกำจัดมลพิษระหว่างประเทศ (International Pollutants Elimination Network) หรือเรียกว่า IPEN ในการศึกษาสารตะกั่วในสี โดยได้เริ่มเก็บตัวอย่างสีช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 55 ตัวอย่าง ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์สีน้ำมันที่ใช้ในการตกแต่งจำนวน 42 ตัวอย่าง สีกันสนิม 6 ตัวอย่าง สีสเปรย์ 5 ตัวอย่าง และสีอุตสาหกรรม 2 ตัวอย่าง

ตัวอย่างสีทั้งหมดซื้อจากร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดระยอง จากจำนวนรวม 55 ตัวอย่างนั้นประกอบด้วย 45 ยี่ห้อ จากผู้ผลิต 35 ราย และถูกส่งไปวิเคราะห์ปริมาณสารตะกั่วโดยห้องปฏิบัติการในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและเข้าร่วมโครงการทดสอบความสามารถด้านการวิเคราะห์สารตะกั่วในสิ่งแวดล้อม (Environmental Lead Proficiency Analytical Testing – ELPAT) ภายใต้การดำเนินงานของสมาคมอาชีวอนามัยอุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (AIHA) โดยเป็นการวิเคราะห์ตามน้ำหนักแห้งของสี

ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า ตัวอย่างสีจำนวน 11 ตัวอย่างจากทั้งหมด 55 ตัวอย่าง (ร้อยละ 20 ของจำนวนตัวอย่างสีทั้งหมดที่ตรวจ) จัดเป็น “สีที่มีสารตะกั่ว” ซึ่งมีระดับสารตะกั่วในตัวอย่างเกิน 100 ppm และจาก 11 ตัวอย่างดังกล่าว มีตัวอย่างสีทั้งสิ้น 7 ตัวอย่าง (ร้อยละ 13 จากตัวอย่างสีทั้งหมด) มีระดับสารตะกั่วในตัวอย่างเกิน 10,000 ppm โดยทั้ง 7 ตัวอย่างเป็นสีเหลือง พบตัวอย่างสีที่มีสารตะกั่วสูงสุดคือ ตัวอย่างสีตกแต่งสีเหลืองมีค่าสารตะกั่ว 64,000 ppm ขณะที่การศึกษาครั้งนี้พบว่ามีตัวอย่างสี 44 ตัวอย่างจาก 55 ตัวอย่าง (ร้อยละ 80 จากตัวอย่างสีทั้งหมดที่ตรวจ) ที่ไม่พบการเติมสารตะกั่วในสีโดยเจตนา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและเทคโนโลยีในการผลิตสีโดยไม่ต้องใช้สารตะกั่ว

สำหรับตัวอย่างสีจำนวน 11 ตัวอย่างที่มีระดับสารตะกั่วเกิน 100 ppm นั้น เป็นผลิตภัณฑ์จาก 10 ยี่ห้อ (ร้อยละ 22 ของยี่ห้อสีทั้งหมดที่ตรวจ) และมี 7 ตัวอย่างจาก 7 ยี่ห้อ (ร้อยละ 16 ของยี่ห้อสีทั้งหมดที่ตรวจ) ที่พบระดับสารตะกั่วในตัวอย่างเกิน 10,000 ppm

ก่อนหน้านี้มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) เคยร่วมมือกับ IPEN ศึกษาสารตะกั่วในผลิตภัณฑ์สีมาแล้ว 2 ครั้ง คือ การศึกษาในปี พ.ศ. 2556 และ พ.ศ. 2558 ส่วนการศึกษาครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการในปี พ.ศ. 2566 นับเป็นครั้งที่ 3

ฐิติกร บุญทองใหม่ ผู้จัดการแผนงานมลพิษอุตสาหกรรม มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่าประมวลผลการศึกษาจากทั้งสามครั้งที่เกิดขึ้น เราพบว่ามีสถานการณ์ที่ดีขึ้นคือสีที่มีสารตะกั่วต่ำกว่า 100 ppm คือไม่เกินมาตรฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น80% ขณะที่สีที่มีสารตะกั่วเกิน 100 ppm และเกิน 10,000 ppm มีแนวโน้มลดลง ตัวอย่างเช่น ในปี 2556 ก่อนที่กฎหมายควบคุมสีตะกั่วในประเทศไทยจะมีผลบังคับใช้ เราพบว่า สีที่มีสารตะกั่วเกิน 100 ppm มีถึง 79 จาก 120 ตัวอย่างแต่ในครั้งนี้สีที่มีสารตะกั่วเกินลดลงเหลือราวร้อยละ 20 จากตัวอย่างทั้งหมด และสัดส่วนของตัวอย่างสีที่มีระดับสารตะกั่วเกิน 10,000 ppm ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 40 ในปี 2556 เหลือเพียงร้อยละ 13 ในปี 2566

“ถึงแม้ในครั้งนี้ สีที่มีสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานคือ 100 ppm จะลดลงเหลือร้อยละ 20 แต่ยังมีส่วนที่น่ากังวล คือข้อมูลบนฉลากสินค้าของตัวอย่างสี พบการระบุข้อความ เช่น “ปลอดสารตะกั่ว” หรือ “ไม่มีการเติมสารตะกั่ว” ทั้งที่ผลการวิเคราะห์พบการตั้งใจใส่สารตะกั่วในผลิตภัณฑ์ เนื่องจากมีระดับสารตะกั่วในตัวอย่างเกิน 100 ppm และเกินในปริมาณสูงมาก”

“เราจึงขอฝากถึงผู้ผลิตว่าวันนี้การผลิตสี มีการใช้สารตะกั่วน้อยลงแล้ว แต่ตัวอย่างที่ยังพบร้อยละ 20 ยังเข้มข้นสูง เราอยากให้ผู้ผลิตพัฒนากระบวนการผลิตต่อไป ท่านได้ปรับปรุงมาต่อเนื่องแล้ว และวันนี้สารทดแทนที่ไม่ใช่ตะกั่วก็สามารถทำได้ ดีที่สุดคือผลิตภัณฑ์สีปลอดตะกั่วอย่างแท้จริง อยากให้พัฒนาและปรับปรุงต่อไป ส่วนผู้บริโภค เราฝากถึงผู้บริโภคว่าการซื้อสีราคาสูงก็มีตะกั่วได้ ราคาไม่ใช่การรับประกัน และสีที่ไม่มีตะกั่วก็ใช้ได้สวยงาม จึงควรเลือกที่ปลอดภัยดีกว่าครับ”

เพ็ญโฉม ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการสำรวจ ตรวจสอบสีในตะกั่วที่จำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตรวจสอบกลไกการเฝ้าระวังความปลอดภัยของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมด้วย เพราะเมื่อได้ออกมาตรฐานภาคบังคับออกมาแต่หากไม่มีกลไกตรวจสอบ มาตรฐานของท่านจะไร้ประโยชน์ทันที หลังจากนี้มูลนิธิบูรณะนิเวศจึงจะดำเนินการส่งรายงานผลการศึกษาและความเห็นของเราให้ทั้งฝ่ายผู้ผลิต บริษัทต่างๆ และหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบต่อไป

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวย้ำว่า ผลกระทบต่อสุขภาพจากการได้รับสารตะกั่วจะไม่สามารถรักษาหรือฟื้นฟูได้ และอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวตลอดชีวิต ยิ่งเด็กมีอายุน้อยเท่าใด ความเสียหายจากสารตะกั่วยิ่งรุนแรงมากขึ้น และเด็กที่ขาดสารอาหารจะดูดซึมสารตะกั่วที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าปกติ ทารกในครรภ์ถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด โดยหญิงตั้งครรภ์สามารถส่งต่อสารตะกั่วที่สะสมอยู่ในร่างกายตนเองไปยังทารกในครรภ์ได้ และหากมีสารตะกั่วตกค้างในร่างกายมารดาที่ให้นมบุตร ก็สามารถถ่ายทอดผ่านทางน้ำนมได้เช่นกัน จากงานศึกษาความอันตรายของสารตะกั่วพบว่า การได้รับสารตะกั่วในวัยเด็กส่งผลให้ระดับสติปัญญาลดลง จนองค์การอนามัยโลกจัดให้สารตะกั่วเป็นหนึ่งใน 10 ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาระโรคในเด็ก ซึ่งสามารถป้องกันได้จากปัจจัยแวดล้อมที่สามารถแก้ไขได้

“จากงานศึกษาความอันตรายของสารตะกั่วพบว่า การได้รับสารตะกั่วในวัยเด็กส่งผลให้ระดับสติปัญญาลดลง ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้เป็นโรคซีด ตรงนี้มีงานศึกษาจนไม่มีข้อสงสัยแล้ว แล้วร่างกายของเด็กจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมาก เมื่อเข้าแล้วสะสมยาวนานด้วย ผลการศึกษาติดตามในระยะยาวยังพบว่า เมื่อสมองส่วนหน้าของเด็กถูกทำลายตั้งแต่เด็กมีผลต่อพฤติกรรมต่อต้านสังคม ปัญหาอาชญากรรมทั้งหมดนี้มีการศึกษาที่ชัดเจน” “จากรายงานนี้เราขอเรียกร้องภาครัฐต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็ก อาคารต่างๆ เพราะหากทาสีที่มีตะกั่วจะคงทนยาวนาน และเมื่อตรวจสอบแล้วต้องแจ้งสาธารณะว่าได้พบสารตะกั่วหรือไม่ ระบุชื่อผู้ผลิตสีที่ไม่รับผิดชอบสังคมด้วย จนถึงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐควรจะต้องนำผลการศึกษาของหน่วยงานที่เฝ้าระวังต่อเนื่อง ยาวนานแบบนี้มาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย เราขอย้ำว่ากลไกการตรวจสอบของภาครัฐวันนี้ต้องเข้มงวดจริงจัง”

ทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมสารตะกั่วในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีเคลือบแอลคีดที่ใช้ทาทั้งภายในและภายนอกอาคารตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ภายใต้มาตรฐานบังคับ มอก. 2625-2557 ด้านความปลอดภัย และยังกำหนดให้ต้องมีฉลากเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ โดยมักจะมีข้อความ เช่น “มีสารพิษ” หรือ “เก็บให้พ้นมือเด็ก” เพื่อเป็นการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน และเพิ่มความตระหนักรู้ของผู้บริโภคเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

“ฉลากมีความสำคัญกับผู้บริโภคมาก หากยังมีการระบุว่าไม่มีสารตะกั่ว แต่ในการผลิตยังมีการใส่สารตะกั่วและผู้บริโภคมารู้ภายหลัง ดิฉันเห็นว่าผู้บริโภคสามารถที่จะใช้สิทธิร้องเรียนได้ เพราะมาตรฐานมอก. 2625-2557 เป็นมาตรฐานบังคับนะคะ ด้านความปลอดภัยด้วย ไม่อย่างนั้น มาตรฐานบังคับไร้ผลโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นจึงต้องมีกลไกที่ผู้บริโภคจะสามารถเฝ้าระวังและรองรับตามมาด้วย”


ปรึกษา ร้องเรียน
สอบถามเพิ่มเติม