มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ 02 248 3737
ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์
Consumer Thai Facebook page

< กลับไปหน้ารวมข่าว

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้องมาตรการตรวจสอบอาหารอนุญาตนำเข้าต้องปลอดภัยต่อชีวิตผู้บริโภค ชี้ชัดระบบคัดกรองต้องเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงแหล่งเพาะปลูก

เขียนโดย: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

เขียนเมื่อ: 14-11-2024 11:02

หมวดหมู่: อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ภาพประกอบข่าว

จากกระแสความตื่นตัวผักผลไม้ไม่ปลอดภัย โดยต้นเรื่องมาจากการตรวจสอบ องุ่นไชน์มัสแคท ที่ส่งเข้าห้องแลปเจอสารพิษตกค้างถึง 50 ชนิด ใน 24 ตัวอย่างสินค้า ตกค้างเกินมาตรฐาน 23 ตัวอย่าง สารบางตัวซึมลึกถึงเนื้อเยื่อองุ่น ที่สำคัญใน 1 ตัวอย่าง พบเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช "คลอร์ไพริฟอส" (Chloryrifos) เป็นสารเคมีที่ตกค้างยาวนาน เพราะมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กและทารก จึงเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งถูกแบนห้ามใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งผลที่ออกมาชัดเจนขนาดนี้ มาจากการที่นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai -PAN) ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 โดยชี้ว่าสารพิษตกค้างในองุ่นไชมัส แคท ถูกสุ่มซื้อจาก 15 แหล่งจำหน่ายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้งจาก ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ และ ออนไลน์ แต่ระบุได้เพียง 9 ตัวอย่างมาจากประเทศจีน แต่อีก 15 ตัวอย่าง ไม่สามารถระบุแหล่งที่มา

จนถึงปัจจุบัน ยังมีการตั้งคำถามถึงผักผลไม้ที่ปนเปื้อนสารพิษ เหตุใดยังเข้าไทยได้ โดยเฉพาะมาตรการกำกับดูแลในการนำเข้าสินค้าเข้าสู่ประเทศไทย จากประเด็นนี้ จากเวทีเสวนาทางวิชาการเรื่อง "กินอย่างรู้คิด...เลี่ยงสารพิษในผัก ผลไม้” โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค บอกว่า การได้รับความปลอดภัยของผู้บริโภคไทย ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอาหารนำเข้า ยิ่งเป็นที่นิยมมาก ยิ่งมีผลกระทบกับผู้บริโภคมาก ถึงแม้มีมาตรการสุ่มตรวจจากด่านทั่วประเทศ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย.) แต่การกระจายสินค้าเข้าสู่ท้องตลาดที่ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคยังมีช่องโหว่ของปัญหา เห็นได้ชัดเจนจากองุ่นไชน์ มัสแคท ที่สุ่มตรวจตัวอย่างพบสารพิษปนปื้อน ที่สำคัญสารพิษตกค้างบางตัวถูกประกาศยกเลิกใช้ในไทย แต่กลับเจอเข้ามาไทย ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องกำหนดให้ชัดเจน ไล่ตั้งแต่กระบวนการอนุญาตนำเข้าด้วยการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง เช่น ไปตรวจถึงแหล่งเพาะปลูกหากพบปัญหาต้องยกเลิกนำเข้าทันทีจนกว่าจะแก้ไขให้ปลอดภัยถึงยอมให้นำเข้า นี่เป็นมาตรการที่ต่างประเทศใช้กำหนดมาตรฐานนำเข้าสินค้าจากไทย พร้อมแนะให้หน่วยงานภาครัฐควรจัดระบบมอนิเตอร์สินค้านำเข้าไม่ปลอดภัยก่อนกระจายถึงมือผู้บริโภค เพราะสารพิษตกค้างและกระบวนการตรวจสอบต้องดำเนินการในระยะยาว เนื่องจากสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน ถึงแม้ชำระล้างด้วยเบคกิ้งโซดา หรือ เทคโนโลยีต่างๆ แต่ถามว่า มันล้างออก มันยังหลงเหลือที่ผู้บริโภคกินได้ตามปกติ และ ปริมาณขนาดไหนถึงจะปลอดภัย นี่เป็นคำถามที่ตั้งไว้ เพราะสารพิษตกค้างในร่างกาย ไม่ได้เกิดภายในวันสองวัน แต่มันคือการสะสม นฤมล บอกด้วยว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังได้ทำข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐให้ดำเนินการในเชิงป้องกัน เช่น ร้านค้าขนาดใหญ่ ต้องมีใบรับรองตั้งแต่ต้นทางเพื่อยืนยันถึงความปลอดภัย จึงค่อยนำมากระจายให้รายย่อยเอามาขาย ดังนั้น เมื่ออาหารไม่ปลอดภัย ผู้บริโภคต้องได้รับการชดเชยเยียวยา โดยเฉพาะที่ห้างสรรพสินค้า หรือคอนวีเนียนสโตร์ต่างๆ ที่นำเข้าสินค้ามาจำหน่ายจะชดเชยเยียวยาอย่างไร ส่วนกระทรวงสาธารณสุข ต้องให้ข้อมูลความเสี่ยงของสารพิษสูงในสารบบของเว็บไซต์เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบ

ดังนั้นในฐานะที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ดำเนินการภายใต้ความปลอดภัยของผู้บริโภคไทย ที่ต้องได้รับสิทธิ 5 ประการ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติสิทธิของผู้ บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้

  1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่ จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม
  2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความ สมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
  3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว
  4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
  5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว


ปรึกษา ร้องเรียน
สอบถามเพิ่มเติม