สถานการณ์เชื้อดื้อยาวิกฤต
เขียนโดย: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
เขียนเมื่อ: 28-05-2026 18:57
หมวดหมู่: อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
สถานการณ์เชื้อดื้อยาวิกฤต!! ฉุดผู้ป่วยโรคร้ายแรงให้เสียชีวิตพุ่ง กพย. ร่วมภาคีวิชาการ และภาคีผู้บริโภค จี้ภาครัฐทำงานบูรณาการ ‘พร้อมรุก’ ให้ความรู้ประชาชนเร่งด่วน
เชื้อดื้อยากำลังทำให้ผู้เจ็บป่วยวิกฤตเพิ่มและอยู่โรงพยาบาลนานขึ้น เพิ่มโอกาสการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล ประมาณการว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึงปีละ 38,000 คน
ปัญหาเชื้อดื้อยาขณะนี้กำลังวิกฤตอยู่ทั่วโลก เกิดจากใช้ยาต้านจุลชีพจำนวนมากเกินความจำเป็น ไม่เหมาะสมทั้งในครัวเรือน คลินิก โรงพยาบาล ฟาร์มปศุสัตว์ ฟาร์มสัตว์น้ำ สัตว์เลี้ยงในบ้าน ทำให้ไม่อาจป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ และมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ด้วย หนทางที่สามารถหยุดยั้งได้ในขณะนี้คือ ความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกหน่วยงาน จากทั้งระบบที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับให้ความรู้สู้ประชาชนเพื่อการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างตระหนักรู้ถึงอันตราย
เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุม 417 ชั้น 4 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดการประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการ รู้รักษ์ตระหนักเรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ “ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในไทย ภัยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐอย่างจริงจัง”เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสนับสนุนนโยบาย ในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล เพื่อทบทวนแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมความรู้ให้เครือข่ายผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่จะเป็นกำลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้อง
ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวว่า การจัดงาน “ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในไทย ภัยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐอย่างจริงจัง” ในครั้งนี้ เพื่ออบรม เสริมสร้างความเข้าใจ สร้างความตระหนัก แลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแก่ภาคีด้านสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่ายผู้บริโภค ร่วมกันสำรวจสถานการณ์ เพื่อรณรงค์เผยแพร่ต่อไป
ผศ.ดร.ภญ.นิยดา กล่าวว่าปัจจุบันความท้าทายของปัญหาการจัดการเชื้อดื้อยาในประเทศไทย ควรยกระดับเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐ และบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งสาธารณสุข เกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม เพราะ
(1).การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะชะลอการขยายตัวของเชื้อดื้อยา เนื่องจากขาดนโยบายขับเคลื่อนและกำกับติดตามที่ชัดเจนจากหน่วยเหนือ ขาดมาตรการควบคุมการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพที่สำคัญในร้านยา คลินิก และโรงพยาบาลอย่างจริงจัง ปัญหาเชื้อดื้อยาที่สูงขึ้นทำให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องดิ้นรนจัดการปัญหาไปตามสภาพทรัพยากรของตัวเอง
(2) .การควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มปศุสัตว์ และฟาร์มประมง โดยเฉพาะในผู้ผลิตรายย่อย รวมทั้งสัตว์เลี้ยงในบ้าน พบว่ายังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ขาดมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดในระบบห่วงโซ่อุปทาน
(3). ความเสี่ยงของการปนเปื้อนของยาต้านจุลชีพตกค้าง และเชื้อดื้อยาบางชนิดในอาหารและผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์และประมง ด้วยข้อจำกัดของการสุ่มตรวจทางห้องปฏิบัติการของภาครัฐดำเนินการได้น้อยและไม่ครอบคลุม
(4). การสร้างความตระหนักและความรอบรู้ในเรื่องเชื้อดื้อยา และการใช้ยาต้านจุลชีพในประชาชนทั่วไปและสื่อสาธารณะยังมีน้อยมาก ทำให้ประชาชนยังบริโภคยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสม
“เรายังคงเรียกร้องให้มีการสนับสนุนให้การลงไปให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่เพิ่มเติมและให้ทำอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำได้หลากหลายทั้งจากการทำงานของกองทุน สสส. กองทุนสุขภาพตำบล กระทรวงสาธารณสุข และท้องถิ่น เพราะปัจจุบันประชาชนยังใช้ยาไม่เหมาะสม เช่น กินยาไม่ครบ แบ่งปันยาของตนเองให้ผู้อื่น ใช้ยาผิดวิธีและเกินจำเป็น เหล่านี้สะท้อนถึงความไม่รู้ถึงอันตรายเพียงพอ ทำให้ไม่เกิดความตระหนักได้ การดื้อยาในปัจจุบันยังอันตรายและทำให้ ผู้ป่วยโรคอันตรายหลายโรคยิ่งวิกฤต เช่นผู้ป่วยมะเร็งบางราย ระหว่างรักษาต้องใช้ยาต้านจุลชีพร่วมแต่เมื่อดื้อยาต้านจุลชีพแล้ว ทำให้รักษามะเร็งไม่ได้ และตั้งแต่ในปี 2015 ทางวิชาการก็พบเชื้อดื้อยาที่ดื้อต่อยาตัวสุดท้ายที่ใช้รักษาได้ คือ โคลิสติน ขอย้ำว่าเป็นยาตัวสุดท้ายแล้ว”
รศ.นพ.กำธร มาลาธรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อในประเทศไทย กล่าวว่า แม้เชื้อจะมีการดื้อยาตามธรรมชาติอยู่แล้วแต่สถานการณ์ปัจจุบันที่อยากให้สังคมตระหนักคือการดื้อยาขณะนี้ได้ต่างจากอดีต ที่ถึงจุดที่ไม่มีทางเลือกในการรักษาได้ดังเดิม เพราะการดื้อยาแพร่กระจายไปอย่างผิดปกติ การดื้อยากำลังขยายตัวมากขึ้นในขอบเขตทั่วโลก ในประเทศไทยประมาณการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 20,000 – 40,000 คน/ปี ซึ่งสูงกว่าการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เชื้อดื้อยาเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากเพราะส่งผลเสียหายกระทบต่อทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม ประมาณการงบประมาณเฉพาะค่ายาต้านจุลชีพต่อการรักษาผู้ป่วยเชื้อดื้อยาอาจเป็นหลักแสนบาทต่อ 1 ราย
“โรงพยาบาลขณะนี้มีทางเลือกน้อยจากที่เคยมีทางเลือกมาก แพทย์มักจะต้องเลือกใช้ยาที่ครอบคลุมเชื้อได้มากชนิดตั้งแต่แรกเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่ดื้อยา แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาก็คือจะยิ่งเพิ่มโอกาสการดื้อยามากขึ้น นอกจากนี้แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของประเทศเรายังมีน้อยจำนวนไม่กี่ร้อยคนและในบางจังหวัดก็ไม่มี ขณะที่ทั้งเรื่องโรค และยา มีความซับซ้อน ทำให้อาจมีการใช้ยาเกินจำเป็น วันนี้จึงต้องมีการระดมทรัพยากรต่าง ๆ รวมทั้งการเสริมศักยภาพและความตระหนักของแพทย์ในการวินิจฉัยและรักษาโรคติดเชื้อด้วยยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม และมีกระบวนการป้องกันการแพร่เชื้อที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยมีความสามารถเพียงพอที่จะรับมือปัญหานี้ได้”
นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อดีตผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขและกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลก มีการตื่นตัวตระหนักถึงความสำคัญที่จะหยุดยั้งเชื้อดื้อยาแล้ว อย่างไรก็ตามในประเทศไทยกลับยังไม่ตระหนักว่าการหยุดยั้งเชื้อดื้อยาเป็นเรื่องเร่งด่วน สะท้อนจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ยังไม่กล่าวถึงปัญหาเชื้อดื้อยาที่มีผลกระทบต่อประชากรไทย และแม้จะมีความพยายามร่วมมือในระดับกระทรวง มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติแต่ยังไม่ทันการเมื่อเทียบกับความรุนแรงของอันตรายในปัจจุบัน กลไกการตรวจสอบของภาครัฐวันนี้ยังไม่เข้มงวด ทำให้ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของอาหารและเนื้อสัตว์จากการปนเปื้อนของยาต้านจุลชีพ รวมทั้งจะปลอดเชื้อดื้อยากับประชาชน วันนี้การตระหนักรู้จากประชาชนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการลดการใช้ยาหรือใช้อย่างสมเหตุผลจะเกิดขึ้นได้ ประชาชนต้องตระหนักได้ว่าทุกการใช้ยา ยาจะทำลายแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกาย และในเวลาเดียวกันก็ส่งผลให้เชื้อดื้อยาขยายตัวได้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด เมื่อร่างกายไม่เจ็บป่วยก็จะไม่มีการใช้ยาใดๆ
“เราใช้ยาปฏิชีวนะเยอะ เพราะเราเชื่อว่ามันจะกำจัดเชื้อโรคทุกอย่าง แต่ความเข้าใจตรงนี้ไม่ถูกต้องเพราะความเป็นจริงร่างกายเรายังมีแบคทีเรียตัวดีในร่างกายจำนวนมาก หากมีการใช้ยาจะฆ่าแบคทีเรียตัวดี ซึ่งมีส่วนช่วยในการย่อยอาหารและสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ขณะนี้ เราอาจจะลืมความสามารถของร่างกายที่แข็งแรงจะจัดการเชื้อโรคได้อยู่แล้ว เช่น โรคหวัดต่างๆ แผลที่ผิวหนังเล็กๆ น้อยๆ เราไม่ต้องกินยา การรักษาร่างกายให้แข็งแรง จึงมีความสำคัญอย่างมาก เราต้องเปลี่ยนความคิดของเราร่วมด้วย เราอาจต้องอยู่กับเชื้อได้บ้าง และร่างกายมีความสามารถ”
ทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่าการควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มปศุสัตว์ และฟาร์มประมงและการเกษตรที่ยังทำได้ไม่ดีพอ ทำให้ที่ผ่านมามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคโดยนิตยสารฉลาดซื้อและองค์กรภาคีเครือข่าย ทำงานเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาด้วยการทดสอบตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยมีการทดสอบในอาหารที่หลากหลายทั้ง ฟาสต์ฟู้ด เนื้อหมู เนื้อไก่และตับไก่ น้ำส้ม ปลาทับทิม เนื้อกุ้ง รวมถึงการโฆษณาบนแผงขาย ซึ่งยังพบว่าอาหารเหล่านี้ยังมีการการตกค้างของยาปฏิชีวนะ
“ยาปฏิชีวนะมีเป็นร้อยชนิด การทดสอบโดยองค์กรของเรามีข้อจำกัดที่ต้องเลือกทดสอบได้ไม่กี่ชนิดเท่านั้นแต่เรายังพบ ปริมาณการปนเปื้อนของเชื้อรอบตัวเราจึงมีมาก แม้ในอาหารที่ผ่านความร้อนมาหลายขั้นตอนยังไม่สามารถกำจัดได้ เชื้อดื้อยาที่ปนเปื้อนอยู่ในรอบตัว จึงมีอยู่จำนวนมาก รวมถึงยอดการเสียชีวิตในปัจจุบันที่ระบุว่า จากเชื้อดื้อยา หากผู้ป่วยรักษาโรคมะเร็ง โรคไตเกิดการดื้อยา ทำให้อาการของโรคแย่ลง ร่างกายไม่สามารถที่จะรักษาต่อได้ การเสียชีวิตจะระบุว่าอะไร.. อาจไม่ได้ระบุว่าเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา วันนี้จึงอยากให้ประชาชนตระหนัก เชื้อดื้อยา ทำให้เราเสียชีวิตมากกว่าที่เราคิด”
ทัศนีย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การสำรวจเพื่อเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในปี 2568 ได้แตกต่างจากที่เคยสำรวจมาเพราะได้สำรวจการขายยาต้านจุลชีพบนแพลตฟอร์มคือ Google, Facebook,Tiktok และ Lazada พบว่า มีจำนวนยาปฏิชีวนะ รวม 67 ตัวอย่าง ทั้งยาเม็ด ยาน้ำ ยาผง เป็นยาที่ใช้กับคนรวมถึงยาที่ใช้กับสัตว์ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเพราะยาที่อนุญาตให้ขายออนไลน์ได้คือยาสามัญประจำบ้านเท่านั้น จึงอยากให้ภาครัฐทำงานกำกับดูแลขายที่ผิดกฎหมายอย่างเร่งด่วนเพราะทำให้ประชาชนเข้าถึงยาปฏิชีวนะได้โดยง่าย
ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า เชื้อดื้อยาไม่ได้เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น ในมนุษย์และโรงพยาบาลเท่านั้น แต่สารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือ ตัวเร่งวิวัฒนาการที่บีบให้เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติ กลายพันธุ์ ตั้งแต่อยู่ในแปลงเกษตร
“วิกฤตเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคนไทยราว 38,000 คนต่อปี ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบเกษตรอุตสาหกรรม การใช้สารต้านจุลชีพในภาคปศุสัตว์ ตลอดจนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชบางชนิด ที่อาจส่งเสริมการคัดเลือกและการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร
ปัจจัยจากภาคเกษตรเหล่านี้มักถูกมองข้าม ทั้งที่อาจเพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะสัมผัสหรือติดเชื้อดื้อยาได้ แม้ไม่เคยใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ หรือไม่เคยได้รับยาชนิดนั้นมาก่อนก็ตาม ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศภายใต้กรอบ One Health จึงยกระดับ AMR ให้เป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางสาธารณสุขที่ร้ายแรงที่สุดของโลก” ** อภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ เอดส์ ประเทศไทย** กล่าวว่า การสร้างความเข้าใจในการใช้ยาที่ถูกต้อง มีความสำคัญต่อการรักษาโรคเอดส์เพราะอาจทำให้ผู้ติดเชื้อหยุดทานยา หรือไม่ทานยา เพราะความเข้าใจที่ผิด “เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ยังมีความสำคัญกับชุมชนอย่างมาก ปัจจุบัน เราอยู่ในสังคมสูงวัยด้วย มีคนจำนวนมากที่ต้องใช้ยา เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลมีความจำเป็นจริงๆ คนในชุมชน/ ผู้นำในครัวเรือน ผู้นำชุมชน จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการใช้ยาที่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ทั้งท้องถิ่น ,อสส, อสม เขาจะสามารถเข้าถึงทุกครัวเรือน จำเป็นมากที่เขาต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพต่อไปอยากให้เครือข่ายทางสังคมขณะนี้ มาร่วมมือกัน เพื่อจัดทำหลักสูตร ชุดความรู้ลงไปสู่ชุมชน ให้ประชาชนสามารถเข้าใจข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างง่าย”
ธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD) สูงถึงราว 8 - 11.6 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรผู้ป่วยโรคไต ต้องระวังเชื้อดื้อยา เป็นพิเศษเพราะร่างกายอ่อนแอ ยิ่งติดเชื้อได้ง่าย มีภูมิคุ้มกันต่ำ ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้น้อยลง ผู้ป่วยโรคไตยังมีหลายโรคร่วม รวมทั้งตลอดกระบวนการรักษาเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการ ใส่สายฟอกไตและสายสวน เป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ต้องเข้า รพ. บ่อย ต้องได้รับยาปฏิชีวนะหลายครั้งและต่อเนื่อง จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายจึงมีโอกาสที่จะต้องรับยาปฏิชีวนะสูงจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยา “ผู้ป่วยโรคไต หลายคนกลัวการติดเชื้อมากกว่าโรคไตเสียอีก เชื้อดื้อยาไม่ได้กระทบแค่ผู้ป่วยโรคไตเพียงอย่างเดียว แต่กระทบทุกคนในครอบครัวและความพร้อมของโรงพยาบาลโดยรวมด้วย” “แนวทางการป้องกันตนเองเพื่อป้องการการดื้อยาของผู้ป่วยโรคไต 1.ล้างมือบ่อยครั้งเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย 2.ดูแลสายฟอกไตให้สะอาด 3.กินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง 4.ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพื่อป้องกันใช้ยาผิดประเภทและเกินจำเป็น และ 5.รีบพบแพทย์เมื่อมีไข้ เพื่อรักษาการดื้อยาตั้งแต่เนิ่นๆ”
วิศัลย์สิริ ตันตระกูล ประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (อสส.) กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยายังมีข้อมูลอีกมากและเป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังติดตามต่อเนื่อง เราจึงอยากให้ อสส. รวมถึง อสม. ทั่วประเทศได้มีโอกาสได้เรียนรู้อย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่องเชื่อว่าประเทศไทยมีงบประมาณต้องมีการจัดสรร อย่างมีความเข้าใจและตระหนักร่วมกันว่าเรื่องการลดเชื้อดื้อยา มีความสำคัญอยากให้มีการจัดเวทีให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขให้สม่ำเสมอและบ่อยครั้ง
ในวงเสวนา “ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในไทย ภัยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐอย่างจริงจัง” จึงมีข้อเรียกร้อง รัฐบาลตระหนักให้ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเป็นเรื่องเร่งด่วนให้มีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลในการควบคุมการกระจาย การขายยา และการโฆษณา ปฏิชีวนะ ยาต้านจุลชีพอื่นๆ รวมถึงสารเร่งการดื้อยาต้านจุลชีพ ทั้งตามร้านชำ ร้านสินค้าเกษตร และทางออนไลน์ ควบคุมการนำเข้าและเส้นทางต่างๆ ของสารเร่งการดื้อยาต้านจุลชีพ ทำมาตรฐานฉลากอาหารที่ระบุการใช้ยาปฏิชีวนะในวงจรอาหาร ให้ผู้บริโภคได้ทราบ และบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
การติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องมีการควบคุมจากนโยบายที่ชัดเจนและจริงจัง และจะต้องมีการยกระดับไปถึงการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรและปศุสัตว์เพราะมีส่วนเร่งสำคัญให้ประชาชนสะสมการดื้อยาในร่างกาย และสุดท้ายภาครัฐต้องเพิ่มการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อบรมให้ความรู้แก่ประชาชนให้มากขึ้น รวมทั้งจัดทำแผนบูรณาการการสื่อสาร แก่ประชาชน ตลอดจนสนับสนุนภาคประชาสังคมในการทำงานเพราะการเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในไทยจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง
